เทศน์เช้า

เทศน์เช้า

๕ ก.ย. ๒๕๖๙

เทศน์เช้า วันที่ ๕ กันยายน ๒๕๖๙

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ตั้งใจฟังธรรมะ ธรรมะเป็นสัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ของเราไม่มีหรอก ของเราเป็นชาวพุทธ เราได้แต่ศึกษาเล่าเรียน แล้วเงินก็เอาไว้ในเซฟ ในเซฟกว่าจะใช้ ต้องไปไขในเซฟไง แล้วไปนับออกมา

แต่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ที่ใจ

ถ้าใจของมันมีศีลมีธรรมขึ้นมา มันเท่าทันความคิดของตัวเองทั้งนั้น ถ้าเท่าทันความคิดของตัวเอง ความผิดพลาดมันจะน้อยลง แล้วความผิดพลาดจะไม่เกิดขึ้นเลย แล้วเราจะมีความสุข ความสุขเพราะเรามีสติและมีปัญญา เรามีศีลมีธรรมควบคุมหัวใจของตน ถ้าควบคุมหัวใจของตน เห็นไหม

ทำไมถึงต้องควบคุมมัน

เพราะมันมีมาร มันมีอวิชชา มันมีความไม่รู้ แล้วมันมีซาตาน มันยิ่งใหญ่กว่าเราไง

เราจะทำคุณงามความดี สร้างคุณงามความดีของเรา เวลาเรามีสติมีปัญญาทำมาหากิน แล้วเรามีสติปัญญาขึ้นมา เก็บหอมรอมริบขึ้นมา เวลาเราสร้างคุณงามความดีขนาดไหน เวลาซาตานมันเกิดมาหนเดียวจบเลย

เล่นการพนันร้อยหนพันหนไม่เท่ากับไฟไหม้บ้านหนหนึ่ง เวลามันอารมณ์ชั่ววูบ มันหมดเลยนะ ถ้ามันหมดเลย เราฝึกหัดสติปัญญาของเราขึ้นมา ถ้าฝึกหัดสติปัญญาของเราขึ้นมา เห็นไหม

เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา วันพระ วันโกน ไปวัดไปวา จำศีลฟังธรรม จำศีลฟังธรรมเพราะสร้างหัวใจของตนขึ้นมาไง ทรัพย์สินในโลกนี้เราหาไว้เพื่อชาติเพื่อตระกูล เพื่อสมบัติสาธารณะ ไม่ใช่สมบัติของตน

สมบัติของตน บุญและบาป

บุญคือคุณงามความดีของตน คุณงามความดีของตนในหัวใจดวงนั้นไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เขื่อกรรมๆ กรรมคือการกระทำ ทำดีทำชั่วขึ้นมามากน้อยขนาดไหน เวลาทำดี คุณงามความดีสะสม เล็กๆ น้อยๆ สะสมของเราขึ้นมา เวลาทำบาป ขาดสติปัญญาทีเดียวจบเลย ก็ต้องฝึกฝนใหม่ ทำของตนขึ้นมาใหม่

ทำของตนขึ้นมาๆ ทำของตนขึ้นมาเพื่ออะไร

เพื่อความสงบสุข เพื่อเป็นความดีงามของหัวใจดวงนี้ ถ้าหัวใจดวงนี้มันดีงามของมัน มันฝึกฝนจนมันชำนาญของมัน มันเท่าทันน่ะ มันเท่าทันๆ แล้ว แล้วถ้ามีอำนาจวาสนา เราชาวพุทธๆ ไปวัดไปวาทำบุญทำกุศลของตน ไปรักษาคุณงามความดีของตนเพื่อชาติเพื่อตระกูล เพื่อคุณงามความดีของตน

คนที่มีอำนาจวาสนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสละราชวังไปเลย ไปฝึกหัดปฏิบัติอยู่ ๖ ปีไง ครูบาอาจารย์ของเราท่านฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เข้าป่าเข้าเขาไป

ทำไมต้องเข้าป่าเข้าเขา

เข้าป่าเข้าเขา มันมีช้าง ตอนนี้เขาต้องมีหน่วยพิเศษคอยควบคุมช้างไม่ให้ออกจากป่า สัตว์มันอยู่ในป่าของมัน แต่มันเป็นสัตว์ เราเป็นมนุษย์ เกิดเป็นคน เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราจะฝึกหัดๆ เห็นไหม ละ ละความคลุกคลีตีโมง ละความสังคมแล้วแต่ เราจะไปหาความจริงในหัวใจของตนไง เราเข้าป่าเข้าเขาไปเพื่ออาศัยบรรยากาศอย่างนั้นไง

สัปปายะ ๔ มันเป็นสัปปายะของการฝึกหัดปฏิบัติ แต่มันไม่เป็นสัปปายะของกิเลสไง พอกิเลสมันเห็นสภาวะนั้นขึ้นมา ขาสั่นเลยล่ะ เข้าไปทุกข์ไปยากไปทำไม เราอยู่ในสังคม เข้าเซเว่นกดเอาได้ทุกอย่างเลย เข้าป่าเข้าเขาไม่มี

หิวน้ำก็ต้องไปหาแหล่งน้ำ เวลาเช้าขึ้นมาออกบิณฑบาต กระต๊อบห้องหอ ได้มากได้น้อยแค่นั้น ดำรงชีพไว้เพื่อฝึกหัดประพฤติปฏิบัติตามความเป็นจริงของตนไง ถ้าตามความเป็นจริงของตน มันทำจนเป็นจริตเป็นนิสัย ทำความเป็นธรรม

ไม่ใช่ทำเพื่ออวดอ้าง ทำไว้เป็นประวัติ เอาไว้เขียนประวัติ ประวัติของเราได้ทุกข์ได้ยากมาก่อน แต่ไม่รู้จักเลยว่าใจมันเป็นอย่างไร มันสงบสุขหรือไม่ แล้วมันสงบสุข คนนั้นมีสติปัญญา นั่นแหละ ติดตรงนั้นแหละ

สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ๆ

พวกเอ็งทำสมาธิไม่เป็นก็แล้วกันแหละ ที่เอ็งทำกันอยู่นั่น อารมณ์ความรู้สึกทั้งนั้นน่ะ อารมณ์ว่างๆ ว่างๆ นั่นน่ะ มันเป็นสมาธิจริงหรือเปล่า ถ้าทำสมาธิก็ติดอีก เพราะมันเป็นความมหัศจรรย์ไง

เพราะสติไม่มีซื้อไม่มีขาย สมาธิไม่มีซื้อไม่มีขาย ปัญญาก็ฝึกหัดเอาได้นะ ถ้าเราเรียนไม่ทัน เขาก็ไปเรียนพิเศษไง เข้าคอร์ส เป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิตเลย

จำเขามาทั้งนั้นน่ะ

ถ้ามันมีเหตุมีผลของมัน ถ้าจิตมันสงบเข้ามา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ รื้อหัวใจของสัตว์โลก หัวใจของสัตว์โลก สัตว์โลกที่ทำความสงบของใจเข้ามาได้ จิตเดิมแท้ๆ นั่นน่ะ

จิตเดิมแท้มีอยู่โดยดั้งเดิม

ดั้งเดิมก็เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะไง ดั้งเดิม ใครไปรู้ใครไปเห็นมัน ถ้าใครไปรู้ใครไปเห็น มันจะควบคุมมันอย่างไร แล้วควบคุม มันจะยกขึ้นสู่วิปัสสนาอย่างไร สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐานไง

ความสงบสุขก็ไม่มี อารมณ์ความรู้สึกมันก็นิยายธรรมะไง แล้วก็นิยายธรรมะกัน โอ้โฮ! แต่งกันนะ ได้โนเบลสาขาวรรณกรรมเลยแหละ แต่เราไม่รู้อะไรเลยนะ เขียนให้ตัวเองอ่าน แล้วเขียนให้คนอื่นเขาอ่าน เขียนให้คนอื่นเขาศึกษา แล้วเราก็ศึกษาได้แค่นั้นน่ะ มันถึงเขียนให้เขาอ่านไง

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้เองโดยชอบ พระปัจเจกพุทธเจ้าตรัสรู้เองโดยชอบ แต่วางธรรมะนี้ไว้ไม่ได้ สิ่งนี้ให้เป็นภาคทฤษฎี ให้เป็นวัฒนธรรมประเพณีของชาวพุทธไม่ได้

เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ถ้าเป็นความจริง คำว่า ไม่ได้ๆ” แล้วมันได้อย่างไรล่ะ อะไรเป็นคนได้

ถ้ามันได้ หัวใจมันได้ ถ้าหัวใจมันได้ มันฝึกหัดปฏิบัติของเราขึ้นมา ไปวัดไปวา เราทำบุญกุศลนะ ศีลและธรรมเป็นรั้วรอบขอบชิดให้ฝึกหัดหัวใจดวงนี้มันหล่อหลอมขึ้นมาไง มันเป็นแบบอย่าง แบบอย่าง เห็นไหม

เวลานั่งสมาธิ เวลาที่เราจะมีสติกดความคิดเรา ทุกข์ขนาดไหน มันดีดดิ้นขนาดไหน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเปรียบเหมือนช้างสารที่ตกมัน เวลากิเลสมันดีดมันดิ้นในหัวใจของสัตว์โลก เหมือนช้างสารที่ตกมัน

ช้างมันก็แรง มันก็มากอยู่แล้ว มันยังตกมันฟาดงวงฟาดงา

ฟาดใคร

ฟาดพุทธะ ฟาดหัวใจเราเองนี่แหละ เวลาทำ โอ้โฮ! ศักดิ์ศรี ทำเต็มไม้เต็มมือเลย ระลึกได้ คอตกทุกที คิดได้ ผิดอีกแล้วหรือ ผิดอีกแล้วหรือ ทำอีกแล้วหรือ ปล่อยปละละเลยอีกแล้วหรือ ทำไมเราควบคุมมันไม่ได้ไง

เราต้องฝึกหัด ต้องปิดที่มันเล็ดมันลอด มันออก พยายามฝึกหัดปิดไว้ๆๆ ไอ้นี่มันอยู่ที่อำนาจวาสนาของคน ขิปปาภิญญา ผู้ที่ปฏิบัติง่ายรู้ง่าย เพราะเขาปิดมาทุกภพทุกชาติ เขาปิดของเขามา เขาสร้างเขาสมของเขามาจนมันมีจริตนิสัยอย่างนั้นไง มันเป็นเรื่องธรรมดาไง ไอ้พวกเราไม่เคยทำไง

นกมันจะสร้างรังนะ มันไปคาบเอาหญ้า เอาเศษไม้มาสานเป็นรังไง แต่ละชิ้นๆ มันบินๆๆ ไปเก็บเอาเศษไม้ เก็บใบหญ้ามาสร้างมาสานรังของมัน

ไอ้เราไม่มีอะไรเลย แล้วทำอย่างไรล่ะ

ก็ฝึกหัดอยู่นี่ไง ก็ตั้งสติอยู่นี่ไง แล้วเอาความเป็นจริงนี้ไง ไม่ให้ใครให้คะแนน ไม่ให้ใครยกย่องสรรเสริญเชิดชูบูชา ไม่ต้อง

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ตนเท่านั้น

เขาจะยกย่องบูชาสรรเสริญขนาดไหน เขาหาเศษหญ้าให้เราไม่ได้ เขาหาเศษไม้ให้เราสร้างรังของเราไม่ได้หรอก เพราะอะไร เพราะใจเป็นนามธรรม สติปัญญามันต้องหาของมัน มันต้องสานของมัน มันต้องสร้างของมันขึ้นมา

ถ้าทำความสงบของใจได้ หลวงตาพระมหาบัวท่านสอนไง

“ใครทำสมาธิได้ พออยู่พอกิน”

คำว่า พออยู่พอกิน” มันสงบสุขไง แล้วถ้ามันสงบสุข คนที่เข้มแข็ง คนที่มีสติปัญญา เขาก็จะฝึกหัดตลอดไป ฝึกหัดตลอดไปเพื่ออะไร เพื่อรักษามันไว้

โดยธรรมชาติของมัน เวลามันมีกำลัง มันสดชื่นแจ่มใสนะ ของสดๆ ร้อนๆ นะ เวลามันเสื่อมไปแล้วมันเป็นภาคทฤษฎีแล้วแหละ มันเป็นความจำทั้งนั้นน่ะ มันเป็นสัญญาที่เราเคยว่าทำได้ แล้วก็คิดว่ามันอยู่กับเราไง เราก็ตะเกียกตะกายไปอยู่ตรงนั้นแล้วก็ เออ! ว่าง มันมีความสุข

นั่นน่ะตะเกียกตะกายเข้าไป มันเป็นสัญญาทั้งนั้นน่ะ

ถ้าทำความจริงๆ มันต้องชำนาญในวสี

เพราะครูบาอาจารย์ของเราไม่แคร์เลยนะ เอ็งจะเสื่อมอะไรไป ไปซะ ไม่สน เพราะไม่มีใครรักษาดูแลคุ้มครองมันได้ แต่ถ้าเราชำนาญในวสี เรามีเหตุของเรา เราระลึกพุทโธของเรา เรามีสติปัญญาของเรา สติมันควบคุมความคิดของเรา ถ้าสติ ปัญญามันพร้อม มันก็ต้องสงบสุขอยู่อย่างนั้นน่ะ มันจะเสื่อมไปได้อย่างไร เพราะธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุไง

ต้น เขาปั่นไฟ ไดนาโมเขาปั่นไฟ มันเริ่มจากไดปั่นออกมา มันหมุน มันถึงมีพลังงานใช่ไหม ไอ้นี่ถ้ามันควบคุมที่จิต พุทธะ แล้วกูรู้ด้วย กูตั้งสติได้ด้วย กูควบคุมได้ด้วย มันจะเสื่อมไปไหน นี่ชำนาญในวสี

ที่ว่า ถ้ามันจะอยู่กับเราตลอด เพราะสิ่งที่เป็นนามธรรม พลังงาน แล้วเราควบคุมดูแลมันอย่างไร นี้เป็นพลังงาน ส่งออก กระจายหมดเลย

ความคิดไม่ใช่จิต จิตไม่ใช่ความคิด ความคิดเกิดจากจิต แล้วก็คิดลากออกไป แล้วก็ตะครุบจิตไม่ทัน ตะครุบความคิดไม่ทัน อารมณ์ไม่ทัน กระจายไปหมดเลย

พุทโธๆ นะ นั่นก็ความคิด ความคิดที่มันทวนกระแสกลับเข้ามา พุทโธๆๆๆ คำว่า พุทโธไม่ได้” คือพลังงานมันไม่ออกไง มันอยู่เฉพาะตัวมันเองไง

แล้วมันจะอยู่ตัวมันเองอย่างไรล่ะ แล้วทำไมมันเป็นอย่างนั้นล่ะ

ถ้ามันเป็นอย่างนั้น วันนี้วันพระ ผู้ตื่นไง ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานไง ถ้าวันพระๆ ศีลธรรมเอาไว้หล่อหลอมตัวเราเอง ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๒๒๗ นั้นเป็นศีล เป็นข้อห้าม ข้อห้ามๆๆ ถ้าเราไม่ทำผิด มันจะไปผิดตรงไหนล่ะ ถ้าเราไม่ได้กดทับ ไม่ได้กดขี่ ไม่ได้เบียดเบียนใคร ไม่ได้ทำอะไรเลย มันจะผิดตรงไหนล่ะ ถ้ามันไม่ไปทำ

เวลาจะไปทำนี่ไง ไอ้นู่นก็จะผิด ไอ้นี่ก็จะผิด อู๋ย! ดิ้นรนกัน

ถ้าเป็นสัจจะเป็นความจริงของเราขึ้นมา ถ้าจะฝึกหัด ฝึกหัดๆ ขึ้นมา ศีลก็ต้องไปค้นหา ไปอ้อนวอนขอเอาจากที่ไหน ใจของตัวก็ต้องให้อาจารย์ชี้ว่าใจของฉันเป็นอย่างไร

อาจารย์นอนหลับ ใครจะเป็นคนชี้ล่ะ

ใจก็ใจของเราไง ใจของเรา แล้วใครเป็นคนตั้งสติตั้งปัญญาขึ้นมาไง ถ้ามันไม่ฝึก สติ สติก็ส.เสือ ต.เต่า สระอิ พลั้งเผลอ หลงใหลได้ปลื้ม เพ้อเจ้อเพ้อพก สติสมบูรณ์ นั่งอยู่นี่ คุยกับหลวงพ่อก็ยังมีสติดี

โอ๋ย! เวรกรรม เวลาคนเพ้อเจ้อๆ มันพูด มันพูดตามความเพ้อเจ้อของมัน

ถ้าเป็นความจริงๆ ก็พูดตามความที่รู้สึกนั่นน่ะ ความจริงนั้นน่ะ ไม่รู้พูดไม่ได้ ไม่รู้ไม่เห็น เป็นไปไม่ได้ ภาคทฤษฎี ก็เขาเล่าว่า เขาเล่าว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม ธรรมนั้นอยู่ในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบธรรมๆ ไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมๆ นะ พระอานนท์จดจำมาไง

แล้วจดจารึกน่ะเขาเล่าว่า ขนาดศึกษาเรื่องเขาเล่าว่า เราก็เห็นคุณค่ามากขนาดนั้น แล้วถ้ามันเป็นจริงในใจของตนล่ะ ใครต้องมาเล่า แล้วถ้ามันเป็นไปตามกิเลสล่ะ เพ้อเจ้อเพ้อพก มันเสียดาย

เพราะธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีมิจฉากับสัมมา คือมีถูกกับผิด ที่ทำๆ ไม่ใช่ว่า ตั้งใจปฏิบัติธรรม แล้วปฏิบัติแล้วมันจะบรรลุธรรมไปเลย

เฮ้ย! กิเลสมึงหายไปหรือ กิเลสมันเผลอหรือ กิเลสมันไม่เท่าทันใช่ไหม กิเลสมันเผลอไป เอ็งก็เลยวิ่งหนีทะลุเป็นบรรลุธรรมไปเลยหรือ

มันเขาเล่าว่า ก็ไปจำของเขามา จำของเขามาแล้วก็สร้างอารมณ์ของตัวเองขึ้นมา กิเลสมันยิ้มย่องผ่องใสเลยล่ะ แล้วพวกอย่างนี้แหละมันจะเป็นกลุ่มเป็นก้อนขึ้นมา แล้วเวลาแสดงธรรมว่าฉลาดกว่าพระพุทธเจ้าอีกนะ พระพุทธเจ้าพูดอะไรตรงไปตรงมา มันเสียเวลา สู้เรานี่เก่งกาจ

ไร้สาระมากๆ คำว่า ไร้สาระมาก” มันอยู่ที่เป็นเวรเป็นกรรมของสัตว์ ถ้าเป็นเวรเป็นกรรมของสัตว์ ถ้าสัตว์โลกเขาดื้อด้านขนาดนั้น มันก็เป็นกรรมของเขา ถ้ากรรมของเขา

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สิ่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะประหาร คือไม่พูดด้วย ชักสะพาน ไม่มีทางไป แล้วให้เขาไปเถอะ ค้นคว้าดั้นด้นไป ขอเชิญๆ เชิญเลย

ไปบูชากิเลส ไปบูชาความสว่างไสว ไอ้อย่างพวกเรา พระอาทิตย์ขึ้น เช้าพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก ไปดูชนเผ่าโบราณสิ เขาบูชาไฟ เขาอ้อนวอนขอน่ะ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมแล้วนะ อทาสิเม อกาสิเม ฯ

เวลาสวดศพนะ ถ้าญาติพี่น้อง พ่อแม่ปู่ย่าตายายตาย อย่าเสียใจ อย่าร้องไห้ อย่าอ้อนวอน ไม่ต้องอ้อนวอน ไม่ต้องบูชาภูเขา บูชาไฟ บัดนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ให้สร้างคุณงามความดี ให้ทำความดีของเรานี่แหละ อุทิศส่วนกุศลให้กับพ่อแม่ปู่ย่าตายายที่เสียชีวิตไปแล้ว

อย่าเสียใจ อย่าคร่ำครวญ อย่าร้องไห้ เพราะพ่อแม่ปู่ย่าตายายที่เสียชีวิตไป เขาก็เห็นเรา เขาก็รู้เรา มันอยู่คนละมิติ แต่รู้ได้

อย่าเสียใจ อย่าร้องไห้ อย่าคร่ำครวญ ดำรงชีวิตให้ถูกต้องชอบธรรม ให้ดีงามของเรา เขาจะชื่นใจ เขาจะสุขใจ ลูกหลานเราเป็นคนดี ลูกหลานเรารักษาชีวิตของเขาได้ เราปลื้มใจว่าเราได้อบรมบ่มเพาะลูกหลานเราไว้ แล้วลูกหลานเราก็จะสร้างคุณงามความดีของลูกหลานเราไป ลูกหลานเราก็มีครอบครัวต่อไป

สิ่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนไง ถ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้สอน เราก็บูชาไฟ บูชาพระอาทิตย์ บูชาภูเขา เพราะไม่มีที่พึ่งน่ะ

นี่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รัตนตรัยพร้อมสมบูรณ์แบบนะ มันยังว่างๆ ว่างๆ สว่างหมดเลย

เวรกรรม

มันจะว่างหรือมันจะสว่างขนาดไหน มันก็เป็นนิมิต เป็นเครื่องหมายรู้ แล้วใครไปรู้มันวะ ใครไปรู้ไอ้ว่างๆ น่ะ แล้วใครไปรู้สว่างน่ะ สว่างพระอาทิตย์ขึ้น ถ้าไม่มีคน พระอาทิตย์ก็ขึ้นอยู่อย่างนี้ แล้วใครเป็นคนเห็นแสงพระอาทิตย์วะ

ก็จิตดวงนั้นไง ผู้รู้นั้นไง

ว่างๆ ว่างๆ

ถ้ามันมีสติมีสัมปชัญญะนะ แล้วถ้ามันปฏิบัติได้ มีสติปัญญาเท่าทันนะ โอ้โฮ! กูไม่น่าโง่ขนาดนี้เลย เวลามันนึกได้นะ โอ้โฮ! ของง่ายๆ แค่นี้ กูก็ยังหลงเข้าไปขนาดนี้ กว่าจะนึกได้ทีละขั้นทีละตอนนะ เวลามันรู้นะ โฮ้! ของแค่นี้ ไม่น่าโง่ขนาดนี้เลย

พอมันได้ประสบการณ์ มันจะเห็นแล้ว มิจฉา สัมมา สัมมาทิฏฐิคือความถูกต้องชอบธรรม มันสงบสุขขึ้นมา มันถึงได้รู้ได้เห็น ได้รู้ได้เห็นสิ่งนั้นแล้ว ความรู้ความเห็นนั้นมันส่งออก ถ้ามีสติปัญญานะ เราไม่ส่งออกไปให้เสียพลังงาน เราจะมีสติควบคุมจิตของเราให้สงบเข้ามา สงบมากน้อยขนาดไหนมันจะมีพลังงานของมัน

เวลาครูบาอาจารย์ของเรา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านบอกว่าจิตสงบแล้วมีกำลัง มันมีกำลัง มันมีพลัง มันมีการกระทำที่กระทำได้ จิตที่มันส่งออกไปมันไม่มีพลังอะไรเลย มันว่างเปล่าหมดเลย มันไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมาเลย แล้วมันเป็นมิจฉา

มิจฉาที่ไหน

มิจฉาที่กูก็ทำได้ ว่างๆ ว่างๆ เอามาอวดมาโม้ แล้วพอคนขัดคนแย้งขึ้นมาก็โกรธ

เพราะมันเป็นมิจฉาทิฏฐิ แล้วผิดไปตลอด มันไม่มีความถูกต้องชอบธรรมขึ้นมาในใจของตน ถ้ามีความถูกต้องชอบธรรมในใจของตนนะ มันเงียบ มันไม่พูดเลยล่ะ อายเขา อายกิเลสมัน อย่าพูดให้อายกิเลสเลย

กิเลสมันครอบงำอยู่แล้ว แล้วเราก็พูดอยู่ใต้อำนาจของกิเลส พอรู้เท่าขึ้นมานะ เออ! เพราะกิเลสมันครอบงำอย่างนี้ แล้วเราก็รู้แค่นี้ แล้วก็พูดได้เท่านี้ ถ้ารู้นะ โอ้โฮ! อย่าพูดเลย อายเขา

เราทำของเราให้เป็นปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก ฝึกหัดให้ขึ้นมาเป็นตามความจริงของตน ถ้าเป็นความจริงของตนนะ มันจะมีคุณค่ามาก

นี่ไง เวลาพระกรรมฐานๆ ที่เขาติดครูบาอาจารย์ เขาติดอย่างนี้ เวลาตัวเองรู้ ตัวเองเห็นน่ะ เห็น รู้ จริงหรือเปล่าวะ แล้วใครจะยืนยัน

คนยืนยันต้องคนที่รู้แล้ว เห็นแล้ว ถ้าคนยืนยันนะ นี่ไง สมัยพุทธกาล เวลาฝึกหัดปฏิบัติ เขาจะไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไปรายงานผลของท่าน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเห็นถูกหรือเห็นผิด พยากรณ์ แล้วอบรมบ่มเพาะ ให้กรรมฐาน แล้วให้ไปปฏิบัติต่อ นี่พูดถึงตามข้อเท็จจริง

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ รื้อหัวใจของสัตว์โลก รื้อหัวใจของเราที่เป็นนามธรรมๆ ศีลและธรรม ศีลเป็นข้อห้าม นามธรรมๆ ศีลและธรรมเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง เป็นเครื่องกล่อมเกลาหัวใจของตน ทำหัวใจของตนให้สงบสุขในใจของตน เอวัง